พรรคควรมีการจัด pathway ของผู้เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรม
เริ่มจากกองเชียร์ไปสู่ผู้เข้าร่วมไปสู่อาสาสมัครไปสู่ทีมดำเนินงานหรือผู้แทน
กองเชียร์คือผู้ที่สนใจในพรรคหรือสนับสนุนพรรคอย่างห่างๆ
ผู้เข้าร่วมคือผู้ที่อาจจะมาร่วมกิจกรรมพรรคเป็นบางครั้ง
อาสาสมัครคือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมภายในพรรค
ทีมดำเนินงานคือผู้ที่คอยผลักดันกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ให้พรรค
ผู้แทนคือผู้ที่เป็นตัวแทนหรือเป็นปากเสียงให้แก่ผู้คนในกลุ่มนั้น รวมถึงเป็นไอคอนให้กับพื้นที่
ที่ผ่านมาระบบมีระยะห่างระหว่างกองเชียร์กับผู้แทนอยู่
ทำให้ทั้งกองเชียร์จะมาเป็นผู้เข้าร่วมหรืออาสาสมัครก็เกิดขึ้นไม่บ่อย
เนื่องจากการจัดกิจกรรมมีไม่บ่อย ระบบอาสาสมัครไม่เกิด
จนทำให้เวลาจะหาคนดำเนินงานหรือผู้แทนก็ทำไปด้วยความยากลำบาก
การที่พรรคเริ่มด้วยการเลือกผู้แทนก่อนโดยให้พื้นที่คอยคัดกรองอีกที
แต่พื้นที่เองก็ไม่มีกระบวนการหรือพื้นที่ให้เห็นทั้งศักยภาพหรือแนวคิดของผู้คน
พื้นที่เองก็มีมาตรวัดไม่ได้แม่นยำขนาดที่จะบอกได้ว่าบุคคลที่สมัครเป็นผู้แทนใช้ DNA ก้าวไกลหรือไม่
อย่างดีก็ได้แค่ดูบุคลิกภาพ ดูไหวพริบ เช็คเบื้องหลังเท่าที่เช็คได้
นั่นเพราะพรรคขาดกระบวนการที่ทำให้มนุษย์กับมนุษย์มามีปฏิสัมพันธ์กันผ่านกิจกรรม
การจะรู้ว่าใครเหมาะกับอะไรหรือไม่เหมาะกับอะไร รวมถึงการสร้างความเป็นมิตรเยี่ยงผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน
จะต้องมีเวทีให้พบปะพูดคุย และปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ไม่ว่ากิจกรรมรณรงค์หาเสียง รณรงค์แคมเปญ สมาชิกสัมพันธ์ จับกลุ่มตามอัธยาศัย หรือกิจกรรมสาธารณะประโยชน์
ทั้งนี้ทั้งนั้นกิจกรรมจะเกิดขึ้น ย่อมต้องมีผู้มาผลักดันให้เกิด
ที่ผ่านมาพรรคค่อนข้างให้ความสำคัญน้อยในเรื่องทีมดำเนินงาน
หรือถ้าจะตรงไปตรงมาคือการจัดการภายในทั้งหมดค่อนข้างไม่ประสบความสำเร็จ
นั่นเพราะพรรคแทบไม่จริงจังกับเรื่องนโยบายภายใน รวมถึงการผลักดันให้นโยบายภายในบรรลุผล
เราจะใช้ข้ออ้างว่างานพรรคเป็นงานอาสาสมัครทำให้ทำงานลำบากไม่ได้
ผู้หล่อเลี้ยงอาสาสมัครก็คือทีมดำเนินงาน ถ้าทีมดำเนินงานหล่อเลี้ยงอาสาไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี
ระบบการพัฒนาอาสาสู่ทีมดำเนินงานก็ไม่เกิด ซึ่งไม่เกิดก็ไม่ใช่แค่ปัญหาของแต่ละจังหวัด
หมายความว่าการที่ทีมดำเนินงานแต่ละจังหวัดไม่มีทักษะ ทีมส่วนกลางก็ต้องเข้าไปพัฒนาทักษะเหล่านั้น
เห็นด้วยกับทุกข้อความคิดเห็นของคุณ blueocynia ครับ