พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่ทำงานด้วยการรณรงค์ ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครของพรรคไม่ได้ลงพื้นที่พร้อมกับเงินซื้อเสียง-ซื้อหัวคะแนน แปรงบประมาณลงพื้นที่ หรือการทำงานโดยใช้ระบบอุปถัมภ์
ด้วยวิธีการทำงานแบบนี้หลายครั้งไม่สามารถตอบสนองกับความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่ การทำงานโดยไม่มีหัวคะแนนทำให้ผู้สมัคร ส.ส. มีข้อจำกัดในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ และไม่มีการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน
คำถามที่พรรคก้าวไกลอยากให้ทุกท่านช่วยออกแบบคือ วิธีการทำงานพื้นที่ในแบบของก้าวไกลควรเป็นแบบไหน ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาจุดยืนทางการเมืองที่ถูกต้อง?
ความต่อเนื่องในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ในหลายๆพื้นที่ พรรคเริ่มสร้างเครือข่ายสร้างคน จากการเป็นอนาคตใหม่ แต่พอไปเรื่อยๆ ทีมจังหวัดหลายที่แตก ผิดใจกับพรรค มันเกิดอะไรขึ้น? ส่วนกลางของพรรคควรโอบรับความหลากหลายของจริต นิสัย และวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน ไม่ควรต้องคอยมาตั้งคำถามว่า คนโน้น คนนี้ เป็น "เนื้อแท้" รึเปล่า อยากโอบรับคน ต้องลดอคติลงก่อน ส่วนกลางต้องพบปะพูดคุยกับทีมงานจังหวัดบ่อยๆ อย่าให้ข้อมูลของจังหวัดถูกกรองจากคนๆเดียวที่มีแนวโน้มจะสามารถส่งอิทธิพลทางความคิดต่อส่วนกลางได้มากกว่าคนอื่น สุดท้ายทำให้คนทำงานรู้สึกว่าเสียงมันมีไม่เท่ากัน ทั้งๆที่พรรคบอกว่าคนเท่ากัน เคยได้ยินมาหลายเคสที่พื้นที่ตัดสินใจบางอย่าง แต่ส่วนกลางใช้การกดดันให้ไปในแนวทางตัวเอง ถ้าต้องการทำงานพื้นที่ ก็ฟังเสียงของคนในพื้นที่จริงๆ หาทีมจังหวัดที่พร้อมจะพาผู้สมัครไปพบกับคนที่ต่างๆ คนหลากหลาย ผู้สมัครส.ส.ต้องตกผลึกความคิดนโยบายของพรรคอย่างถ่องแท้เพื่อที่จะสามารถเอาไปพูดคุยกับชาวบ้านได้อย่างปราดเปรื่อง
โพสต์นี้ขอเสนอเป็นแบบโครงสร้างจริงๆ มากกว่าการบ่น
สมาชิกพรรคแบ่งได้สองกลุ่ม
1. กลุ่มเจนใหม่ เข้าถึงสื่อ เข้าใจแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่างๆได้ง่าย
2. กลุ่มเจนเก่า ที่ไม่ถนัดเรื่องการใช้แพล็ตฟอร์มต่างในมือถือ
เพื่อให้ข้อเสนอที่ว่า สมาชิกพรรคสามารถเลือกทีมงานจังหวัดได้เอง ผมเสนอให้
1. สร้างแพล็ตฟอร์มเพื่อการทำ Primary Vote เลือกทีมงานจังหวัด คนเจ็นใหม่เข้าถึงได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
2. แต่เพื่อให้คนเจ็นเก่าที่ไม่สะดวกสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วย ควรทำการโหวตผ่านการตอบแบบฟอร์มทางไปรษณีย์
ในแพล็ตฟอร์มและเอกสารที่ส่งให้สมาชิกพรรค ต้องมีพื้นที่ของการแนะนำตัว ประวัติ และอธิบายอุดมการณ์ว่าทำไมถึงอยากมาทำงานให้พรรค
เมื่อเลือกทีมงานจังหวัดที่เสียงมาจากประชาชน ทีมงานจังหวัดก็มีความชอบธรรม
คัดเลือกผู้สมัครสส.ด้วยการเสนอชื่อโดยทีมงานจังหวัด สมาชิกโหวตผ่านแพล็ตฟอร์มหรือจดหมาย
ทีมงานจังหวัด วางแผนร่วมกับผู้สมัคร ถึงยุทธศาสตร์ในการเข้าหาผู้คน พื้นที่ไหนมีจุดเด่นจุดด้อยแบบไหน ต้องเข้าหาคนกลุ่มไหนแบบไหนบ้าง ทำยังไงถึงจะซื้อใจคนได้โดยไม่ใช้เงิน หาทรัพยากรในการทำงานพื้นที่ยังไงได้บ้าง ประเด็นเหล่านี้ต้องได้เสียงจากชาวบ้านสมาชิกพรรคมาช่วยกันตกผลึก ไม่ใช่แค่จากคนไม่กี่คน วางแผนร่วมกันในแต่ละเขต ติดตามการทำงาน
การเข้าไปให้ความรู้ / ความจริง / ประชาสัมพันธ์นโยบายต่างๆที่เป็นการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ชาวบ้าน / ผู้สูงอายุ / คนที่เข้าถึงข่าวสารได้ยาก เป็นสิ่งจำเป็นที่จะป้องกันการถูกใส่ร้าย หรือสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งสามารถให้คนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางเดียวกับพรรคเป็นผู้เข้าไปประสาน สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ลดช่องว่างระหว่างวัยและแนวคิดที่แตกแยกไปในตัว โดยอาจใช้เป็น mobile exhibition ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันตระเวณไปตามภูมิภาคต่างๆ น่าจะช่วยให้การสื่อสารสิ่งที่ต้องการเป็นไปได้ง่ายขึ้น
อันนี้อยากจริงครับ เพราะเป็นพรรคแรกในไทยที่จำกัดเรื่องเงินทุน
แต่ก็เชื่อว่ามันจะเปลี่ยน เพราะผมเห็นแนวทางของคณะก้าวหน้าแล้วคิดว่ามาถูกทางแล้วครับ อาจจะต้องใช้เวลาในการขยายรากฐานหน่อยก็ตาม ตอนนี้ระดับ อบต อบจ ที่ คณะก้าวไกลลงไปนั้นเกิดผล คนรอบข้างก็จะเห็นว่าควรเลือกอะไร แล้วจะบอกต่อๆกัน
จัดทำdataพื้นที่โดยใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย เช่น google datastudio Sheet อื่นๆ และเปิดให้บุคคลากรในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ (Decentralize data)
สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนพื้นที่กับทีมงานพรรคส่วนกลาง ควรยกเลิกตัวแทนประสานงานเปลี่ยนมาเปิดพื้นที่พูดคุยสรุปความคิดเห็นให้สมาชิกได้รับรู้ทั่วถึง ให้สมกับคำว่าทุกคนเป็นเจ้าของพรรค
สรุปประเมินผลอย่างต่อเนื่องบนหลัก okr objective key resource
สุดท้ายอยากฝาก เสมอภาคไม่เท่ากับเท่าเทียม เมื่อใดเสมอภาคเท่ากับเท่าเทียมความยุติธรรมจะไม่เกิด
สิ่งที่ ส.ส. เขตพื้นที่พรรคก้าวไกลเจออาจคือการไม่ได้มีต้นทุนสูงเท่า ส.ส. พรรคใหญ่พรรคอื่น
นอกจากกระแสในเน็ตแล้ว สิ่งที่อยากให้พรรคก้าวไกลทำก็คือเจาะกลุ่มตลาดชนชั้นกลาง ที่ผิดหวังกับรัฐบาล ด้วย เพราะคนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยต้องพึ่งพาการเมืองแบบเดิมคือการอุปถัมภ์มากนัก
ให้ก้าวไกลขายความสดใหม่ หน้าใหม่ เจาะตลาดกลุ่มนี้
แน่นอนว่าก็ถกเถียงต่อได้ว่าชนชั้นกลางบนจะเปลี่ยนมาเลือกก้าวไกลได้จริงมั้ย หรือชนชั้นกลางล่างอาจมีปัจจัยอื่นที่เลือกด้วยที่ไม่ได้มีเรื่องอุปถัมภ์
รูปแบบการทำงานในพื้นที่ผมว่าต้องออกแบบให้เหมาะสมกับท้องที่ เราอยู่ในท้องที่เกษตร ปัญหาคืออะไร เราอยู่ในพื้นที่เมือง ปัญหาคืออะไร ที่ดินทำกิน น้ำแล้ง น้ำท่วม เริ่มต้นจากการอยากรู้อยากเห็น เริ่มต้นจากการซ่อกแซ่ก สอบถาม และขอแนวคิด พ่ออุ้ย แก้ยังไง หลวงพ่อมีหนทางไหม เพื่อนำเอามาใช้ทำงาน เราไม่ได้ไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อไปขอหัวคะแนน ไม่ใช่ไปคุยกับผู้นำชุมชนเพื่อให้เป็นหัวคะแนน แต่อยากรู้ว่าปัญหาคืออะไร และแต่ละคนคิดยังไง การเป็นพรรคการเมืองที่เข้าไปหาช้าวบ้านแล้วชี้บอกว่าต้องทำอะไร กับไปคุยกับชาวบ้านแล้วระดมวิธีแก้ปัญหา ตกผลึกออกมาให้ได้ จากสิ่งที่ชาวบ้านคิด แล้วคิดว่าทำได้แค่ไหน ก้าวไกลจะช่วยได้อย่างไร จัดทีมลงพื้นที่แล้วขอความเห็น เข้าไปขอว่าเราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง เรื่องนี้ไม่ง่ายแต่ต้องทำและต้องทำให้ต่อเนื่อง
เน้นการสำรวจ ศึกษาข้อมูล ปัญหาในระดับส่วนรวมที่มีผลต่อประชาชนในพื้นที่ก่อน จากนั้นรวบรวม แยกหมวดหมู่ นำไปเสนอการแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ ส่งทีมงานของพรรคหรือคณะทำงานด้านนั้นๆลงพื้นที่ ขับเคลื่อนเป็นประเด็นปัญหา หรือโอกาสในการพัฒนา มีระบบการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
งานพื้นที่ของพรรคค่อนค้างไม่ชัดเจนจึงไม่สามารถเจาะใจคนที่ไม่ใช่คนที่สนใจนโยบายเเบบเน้นโครงสร้างได้ ผู้สมัครควรมีผู้รู้ในพื้นที่พื้นรู้พื้นเพเขตที่สมัครทำงานด้วยไม่งั้นตอนที่มาหาเสียงมันไม่มีอะไรที่เจาะใจคนบางกลุ่มได้เเล้วกลัวจะเสียคะเเนนตรงนี้ไป
ลองศึกษาวิธีการทำงานของ อ.ชัชชาติ ดูครับ หลาย ๆ โครงการหรือกิจกรรมทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลย เพียงแต่เป็นการใช้ "แสงในตัวเอง" เข้าไปดึงดูดภาคเอกชน/ประชาสังคมต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันจัดงานที่เป็นสาธารณะประโยชน์ ตำแหน่ง สส. ก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่มี "แสงในตัวเอง" อาจจะพอนำวิธีคิดนี้มาปรับใช้ได้บ้าง (อาจจะไม่ได้ทั้งหมด ด้วยความที่เป็นนักการเมืองอาจจะติดภาพบางอย่างที่บางคนอาจไม่อยากยุ่งด้วย แต่คิดว่าอย่างน้อยน่าจะทำได้ในบางบริบท เช่นในการประสานงานกับเจ้าของธุรกิจ/ประชาสังคม ที่มีความคิดก้าวหน้า)